โรงเรียนแห่งอนาคต

โรงเรียนปลูกปัญญา ก่อตั้งขึ้นในปีพุทธศักราช 2549 เริ่มต้นที่แนวคิดในการทำโรงเรียนจากแรงบันดาลใจของผู้ก่อตั้ง ที่มุ่งหวังให้สถานที่แห่งนี้เป็น “แหล่งบ่มเพาะปัญญา” ของลูกหลานชาวโคราชเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป รูปแบบอาคารสถานที่ของโรงเรียนปลูกปัญญาจึงมีความแตกต่างจากโรงเรียนในอดีต ด้วยรูปแบบของอาคารเรียนที่สร้างขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการสังเกต หาคำตอบและเกิดการเรียนรู้ อีกทั้งเพื่อมิให้การเรียนรู้ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน หากแต่การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

โรงเรียนปลูกปัญญาจึงจัดให้มีกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในและนอกห้องเรียน คุณครูและนักเรียนมีส่วนในการเรียนรู้ร่วมกันตลอดเวลา ทำให้สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง

เราเชื่อมั่นว่า ไม่เพียงคุณครูเท่านั้นที่เป็นผู้ให้ความรู้แต่ทุกคนในองค์กรสามารถเป็นคุณครูที่สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนและบุคคลากรทุกคนได้ ทั้งผู้ปกครองที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แม่บ้าน แม่ครัว คนสวนก็สามารถให้คำแนะนำในหน้างานที่ตนเองถนัด ที่นับเป็นการสอนวิถีในการใช้ชีวิต เช่น สอนการทำความสะอาด สอนการทำอาหารที่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค รวมถึงสอนการคัดแยกขยะ เพื่อให้นึกถึงคุณค่าสูงสุดของการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด ซึ่งโรงเรียนปลูกปัญญาได้จัดการเรียนการสอนที่บูรณาการเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เข้าไปกับการเรียนในห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างให้เป็นวิถีของปลูกปัญญาอย่างแท้จริง

วิถีของปลูกปัญญาไม่เพียงให้ความรู้นักเรียนเท่านั้น แต่เราให้ปัญญา นั่นคือ “กระบวนการคิดและวิธีคิด” ที่จะช่วยให้นักเรียนนำไปต่อต่อยอดองค์ความรู้ของตนเองและเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนต่อไปในอนาคต

สร้างนักเรียนเพื่ออนาคต

โดยทฤษฎีพหุปัญญา

อีกหนึ่งหัวใจหลักของโรงเรียนปลูกปัญญา คือ การเป็นโรงเรียนแห่งอนาคต เรามีความเชื่อว่านักเรียนทุกคนมีปัญญาและศักยภาพที่หลากหลาย จึงทำให้มนุษย์มีปัญญาหลากหลายด้านในคนเดียว ตามทฤษฎีพหุปัญญา (The Theory of Multiple Intelligences) ของ Dr. Howard Gardner และหากได้รับการกระตุ้นให้ทำกิจกรรมที่ถนัดและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพของตนเอง

เราจึงจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการที่หลากหลาย ควบคู่กับการเรียนวิชาการ ด้วยเพราะการสอนนักเรียนให้เกิดปัญญานั้นสามารถเกิดได้จากการลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง ได้เห็นปัญหาจากการลงมือปฏิบัติ จนนำไปสู่กระบวนการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และค้นพบศักยภาพหรือความถนัดของตนเองในที่สุด

ดอกไม้บานไม่พร้อมกันฉันใด ศักยภาพหรือความถนัดของนักเรียนก็จะปรากฏไม่พร้อมกันฉันนั้น ด้วยเพราะทุกอย่างต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะ เช่นเดียวกันกับปัญญาของนักเรียน ยิ่งเมื่อนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติมากเท่าไร กระบวนการที่ได้รับและความเข้าใจก็จะมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อวันใดที่ดอกไม้บาน วันนั้นศักยภาพของนักเรียนก็จะปรากฏ ซึ่งจะเป็นศักยภาพที่ชัดเจนตรงตามความถนัดของนักเรียนอย่างแท้จริง สุดท้ายนักเรียนจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจตนเอง เลือกทำ เลือกเรียน และเลือกอาชีพที่ตนเองทำแล้วมีความสุข เหมาะกับสังคมโลกในอนาคตที่จะมาถึง